เตือนโรคติดต่อที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน


สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง 
เตือนโรคติดต่อที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

           นายแพทย์ศิริชัย ภัทรนุธาพร นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว สภาพอากาศจะมีความชื้นสูงและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคติดต่อหลายชนิด สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเจ็บป่วย และป้องกันโรคที่เกิดในช่วงฤดูฝนนี้ จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาย้อนหลัง ๕ ปี จังหวัดลำปางพบโรคที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน แบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ 

           ๑. โรคติดเชื้อทางระบบหายใจ ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม 

           ๒. โรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ โรคไข้เลือดออก 
 
           ๓. โรคติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคตาแดง โรคมือ เท้า ปาก และโรคเลปโตสไปโรซิส(ฉี่หนู) 

           จากระบบเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง 

           ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา มีผู้ป่วย ดังนี้ โรคไข้หวัดใหญ่ ๓,๓๕๑ ราย อัตราป่วย ๔๔๕.๕๕ ต่อแสนประชากร โรคปอดบวม ๓,๓๕๗ ราย อัตราป่วย ๔๔๖.๓๔ ต่อแสนประชากร โรคไข้เลือดออก ๗๔๘ ราย อัตราป่วย ๙๙.๔๕ ต่อแสนประชากร โรคตาแดง ๒,๙๗๖ ราย อัตราป่วย ๓๙๕.๖๙ ต่อแสนประชากร โรคมือเท้าปาก ๑,๖๐๔ ราย อัตราป่วย ๒๑๓.๒๗ ต่อแสนประชากร และโรคเลปโตสไปโรซิส(ฉี่หนู) ๑๑ ราย อัตราป่วย ๑.๔๖ ต่อแสนประชากร และ 

           ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา มีผู้ป่วย ดังนี้ โรคไข้หวัดใหญ่ ๗๘๖ ราย อัตราป่วย ๑๐๔.๕๐ ต่อแสนประชากร โรคปอดบวม ๑,๒๔๙ ราย อัตราป่วย ๑๖๖.๐๗ ต่อแสนประชากร โรคไข้เลือดออก ๕๘ ราย อัตราป่วย ๗.๗๑ ต่อแสนประชากร โรคตาแดง ๙๒๖ ราย อัตราป่วย ๑๒๓.๑๒ ต่อแสนประชากร โรคมือเท้าปาก ๓๗๓ ราย อัตราป่วย ๔๙.๕๙ ต่อแสนประชากร และโรคเลปโตสไปโรซิส(ฉี่หนู) ๓ ราย อัตราป่วย ๐.๔๐ต่อแสนประชากร 

           ในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีนี้จังหวัดลำปางได้รับการสนับสนุน วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการฉีดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ๔ กลุ่มหลักฟรี ได้แก่ 

           ๑. หญิงมีครรภ์อายุครรภ์ ๔ เดือนขึ้นไป 

           ๒. เด็กอายุ ๖ เดือนถึง ๒ ปี 

           ๓.ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน มะเร็ง 

           ๔.ผู้สูงอายุ ๖๕ ปีขึ้นไป 

           รวมจำนวนวัคซีน ๔๒,๐๐๐ ราย 

           ซึ่งกลุ่มเสี่ยงสามารถรับบริการฉีดวัคซีน ได้ที่โรงพยาบาลลำปางและโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตั้งแต่ วันที่ ๑ มิถุนายน - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวมได้ โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย รับประทานผักและผลไม้ กินอาหารร้อนๆสดสะอาด ใช้ช้อนกลางกรณีที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ 

โรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ทุกๆ คน สามารถป้องกันตนเองได้  

          ๑. ป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยการสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดป้องกันยุงกัด รวมถึงนอนในมุ้ง ทายากันยุง หรือใช้สมุนไพรไล่ยุง 

          ๒. ป้องกันไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายโดยใช้วิธี 

          ๓  เก็บ คือ เก็บบ้าน ให้ปลอดโปร่งไม่ให้ยุงลายเกาะพัก เก็บขยะเศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย เก็บน้ำปิดให้มิดชิดไม่ให้ยุงลายวางไข่ 

          การดำเนิน ๓ มาตรการนี้ สามารถป้องกันได้ ๓ โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย และ ๓.การกำจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย เป็นต้น ถ้าทุกคนช่วยกันก็จะสามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้

โรคตาแดง เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตา จากการติดเชื้อไวรัส กลุ่มอาดิโนไวรัส 
ป้องกันได้โดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิด หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ตอมตา หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย และสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ

โรคมือเท้าปาก เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่มเอนเตอโรไวรัส เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก มักพบการป่วยในสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน 

          การป้องกัน ที่สำคัญคือ การแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ มิให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หมั่นทำความสะอาดของเล่น และสิ่งแวดล้อมทุกวัน ทำความสะอาดโดยใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาดทั่วไป ไม่ให้เด็กใช้ของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย หรืออุปกรณ์การรับประทานร่วมกัน ควรสอนให้เด็ก ใช้ช้อนกลาง และล้างมือก่อนรับประทานอาหาร กรณีเด็กป่วย ไม่ควรให้เด็กป่วยไปเรียนจนกว่าจะหายเป็นปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

โรคฉี่หนู สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า เลปโตสไปร่า (Leptospira) เข้าทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอกตามผิวหนัง เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนน้ำ และสามารถติดเชื้อโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากปัสสาวะหนู 

        การป้องกันโรค 

        ๑. กำจัดหนู ทั้งในนาข้าวและที่อยู่อาศัย 

        ๒. รักษาความสะอาดบริเวณบ้านเรือน ปิดฝาถังขยะและเศษอาหารตกค้าง 

        ๓. ถ้ามีบาดแผล รอยถลอก ขีดข่วนให้ปิดแผล และหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่ท่วมขัง หรือพื้นที่แฉะ หรือแช่ลงในห้วย หนอง คลอง บึง 

        ๔. ควรสวมรองเท้าบูท ถุงมือ หรือชุดป้องกัน ถ้าต้องเดินย่ำน้ำหรือพื้นที่แฉะ 

        ๕. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำในห้วย หนอง คลอง บึง นานเกินครั้งละ ๒ ชั่วโมง 

        ๖. รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยทันที หากแช่น้ำหรือลงไปย่ำในน้ำ 

        ๗. เก็บหรือปกปิดอาการและน้ำดื่มให้มิดชิด อย่าให้หนูปัสสาวะใส่ 

        ๘. ดื่มน้ำต้มสุก และกินอาหารที่ปรุงใหม่ๆ ด้วยความร้อน 

        ๙. รีบล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ ภายหลังการจับต้องเนื้อสัตว์ ซากสัตว์ และสัตว์ทุกชนิด 

        สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ระวังโรคติดต่อ ไปยังหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ และSocial ต่างๆ ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทุกอำเภอ และประชาสัมพันธ์ในกลุ่ม Social ลำปาง กลุ่มลำปางซิ้ตี้ ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชน เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ เมื่อพบการระบาดของโรค ให้ดำเนินการ สอบสวน ควบคุมโรคทันที่ พร้อมกับรายงานให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางทราบ และทำการสื่อสารความเสี่ยง ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนต่อไป

        ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง

#เตือนโรคติดต่อที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

โรคผิวหนังหน้าร้อน

โรคผิวหนังหน้าร้อน
หมอบุ๋ม


         เข้าสู่เดือนเมษายน  ฤดูร้อนของบ้านเรา และเมื่อหน้าร้อนเข้ามาเยือน  อากาศที่ร้อนอบอ้าว  แดดที่ร้อนจัดบวกกับความชื้นในอากาศที่สูงของบ้านเราอาจนำมาซึ่งโรคผิวหนังต่างๆ  ที่สาวๆ  จะต้องกังวลใจ เพราะมันทั้งน่ารำคาญ  ทำให้ผิวหนังของเราถูกทำลายและทำให้ใครหลายคนขาดความมั่นใจ  วันนี้หมอมี 3  โรคผิวหนังที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงหน้าร้อนมาฝากกันเป็นความรุ้  จะได้ป้องกันกันไว้ตั้งแต่ก่อนโรคผิวหนังตัวร้ายจะมาทำร้ายเรากัน


       1.  ฝ้าแดด  แสงยูวีในช่วงหน้าร้อนจะทำลายผิวหนังของเราอย่างร้ายกาจ เพราะเจ้ารังสียูวีจะกระตุ้นให้มีกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนังเรามากขึ้นกว่า นำมาซึ่งภาวะฝ้าและกระแดด หรือหากในคนที่เป็นฝ้าอยู่แล้วเดิม  ก็แสดงว่ามีภาวะไวต่อแดดของผิวอยู่แล้วเดิม  ก็จะยิ่งเป็นฝ้าดำง่ายขึ้นไปอีก  แต่วิธีดูแลก็ไม่ยากเลย  เพียงแต่ต้องทาครีมกันแดดอย่างถูกวิธี  โดยเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 50  PA+++ โดยทาทุก ๆ  3-4  ชั่วโมง  เพราะฉะนั้น  ใครที่ทำงานในบริษัทหรือสำนักงานต่าง ๆ ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า  ก็ให้ทาครีมกันแดดตั้งแต่เช้าและก่อนจะออกไปทานข้าวเที่ยง  ถึงตอนเที่ยงนั้น  ครีมกันแดดที่เราทาตอนเช้าก็หมดประสิทธิภาพไปแล้ว ฉะนั้น  อาจจะต้องเลือกครีมกันแดดสูตรน้ำมาทาเพิ่มเติม 15 นาที  ก่อนออกแดดเที่ยงอีกครั้ง เพื่อป้องกันฝ้าแดดที่จะมาทำร้ายผิวหน้าของเรา



       2.  โรคเชื้อราที่ผิวหนัง  เมื่ออากาศร้อนชื้นจะส่งผลให้เรามีเหงื่อออกตามร่างกายมากขึ้น  เพื่อระบายความร้อนในร่างกายออก  และเหงื่อที่สะสมตามรักแร้  ซอกพับต่าง ๆ ของร่างกาย  อาจนำซึ่งเชื้อราในร่มผ้า  เช่น  กลากเกลื้อน  วิะีการดูแลตัวเองก็ควรรักษาความสะอาด  ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายอับชื้น  ถ้ามีเหงื่อออกมาก ๆ  อาจลองหาผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดร่างกายระหว่างวัน  และที่สำคัญควรต้องอาบน้ำก่อนเข้านอนอย่างสม่ำเสมอ  และถ้ามีผื่นแดงหรือขาวขึ้นผิดปรกติตามร่างกาย  ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังทันที



       3.  กลิ่นตัว  ปัญหาที่ร้ายกาจมาก  ๆ  สำหรับในช่วงหน้าร้อน  เพราะทั้งน่าหงุดหงิด  และทำลายความมั่นใจเป็นอย่างมาก   เมื่ออากาศร้อนมากเหงื่อก็จะออกมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน  ซึ่งจะทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้น  สร้างความรำคาญใจต่อตนเอง และคนรอบข้าง  วิธีการดูแลตัวเองคือ  รักษาความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณรักแร้  การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการลดเหงื่อ  ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์  โรลออน  จะช่วยลดการหลั่งเหงื่อ  และทำให้กลิ่นตัวลดลงได้  แต่คนที่เลือกการใช้โรลออน  ควรกลิ้งอย่างเบามือ  อย่าถูแบบรุนแรง  เพราะจะทำให้รักแร้ของเราดำได้






ครัวคุณต๋อย
เมษายน 2560

#โรคผิวหนังหน้าร้อน

6 โรค ที่เกิดในฤดูร้อน

6 โรค ที่เกิดในฤดูร้อน



ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอย่างมาก โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ยิ่งพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ จึงของให้ระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ และยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่ายๆ ได้แก่ กินร้อน คือ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากยังไม่กิน ต้องเก็บในตู้เย็นหรืออุ่นให้ร้อนก่อนกิน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน  ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้อมส้วม ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. หรือน้ำต้มสุก

1. โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปโตซัว พยาธิ ทำให้มีการถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นมูกเลือด




2. โรคอาหารเป็นพิษ ติดต่อโดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ มักพบในอาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งในเนื้อสัตว์ ไข่ รวมทั้งอาหารกระป๋อง อาหารทะเล นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรืออาหารที่ปรุงทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาการที่มักมีไข้ ปวดท้อง เชื้อที่ได้รับสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ ปวดท้อง ปวดเมื่อยคลื่นไส้ อาเจียน อุจจารร่วง หรือการติดเชื้อจากอวัยวะอื่น เช่น ข้อกระดูก ถุงน้ำดี หัวใจ ปอด ไต เยื่อหุ้มสมองไปจนถึงโลหิตเป็นพิษ ถ้าเกิดในทารถ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ จะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้



3. โรคบิด เกิดจากแบคทีเรียหรืออะมิบา ติดต่อได้โดยการรับประทานอาหาร ผักดิบ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค อาการสำคัญ คือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูกหรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องแบบปวดเบ่ง



4.  อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้ออหิวาตกโรค ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียติดต่อจากอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปน จะเกิดอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำคราวละมากๆ โดยไม่มีอาการปวดท้อง และมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว เช่น กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ปัสสาวะน้อย ชีพจรเต้นเร็ว อาจเกิดภาวะช็อก หมดสติจากการเสียน้ำ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงตายได้



5. ไข้ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย ติดต่อจากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระและปัสสาวะของผู้ป่วย ทำให้มีไข้ปวดหัว เมื่อย เบื่ออาหาร อาจท้องผูกหรือท้องเสีย อาจมีเชื้อปนออกมากับอุจจาระและปัสสาวะเป็นครั้งคราว และเป็นพาหะนำโรคได้ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำส่วนใหญ่เชื้อจะติดต่อทางการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ควรรับประทานอาหารสุกใหม่ ไม่รับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม การรักษาเริ่มแรก ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (โออาร์เอส) ในสัดส่วนที่ถูกต้อง คือ ผสมน้ำตาลเกลือแร่ 1 ซอง ผสมน้ำสุกที่เย็น 1 แก้ว ให้ดื่มบ่อยๆ และควรดื่มน้ำและอาหารเหลว เช่น น้ำชา น้ำข้าว น้ำแกงจืด น้ำผลไม้ หรือข้าวต้มหากมีอาเจียนมากขึ้น ไข้สูงชัก ควรนำส่งแพทย์โดยเร็ว



6. โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ มักเกิดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะนำโรคมาสู่คน ส่วนใหญ่พบในสุนัข แมว ติดต่อได้ทั้งการโดนกัด หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก หรือ น้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตา ปาก จมูก หากถูกกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่หรือน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง แล้วรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและฉีดวัคซีนป้องกัน ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะมีอาการภายใน 15-60 วัน บางรายอาจนานเป็นปี โรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทุกรายภายใน 2-7 วัน หลังแสดงอาการ จึงต้องรีบให้วัคซีนทันทีเมื่อได้รับเชื้อ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบทันที เพื่อเข้าควบคุมโรคในพื้นที่



ด้วยความปราถนาดีจาก
โรงพยาบาลสายไหม
www.saimai.co.th
0-2991-89999

#โรคที่เกิดในฤดูร้อน

กินถั่วเมล็ดรูปไต ป้องกันโรคมะเร็ง

กินถั่วเมล็ดรูปไต 
ป้องกันโรคมะเร็ง


กล่าวเรื่องคุณประโยชน์ของถั่วกันไม่มีวันหมด



วันนี้จะขอกล่าวถึงคุณค่าถั่วเมล็ดรูปไต อันได้แก่ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วขาว ถั่วกันเนลลินี ถั่วปิ่นโต และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่คนไทยอย่างเราๆ คุ้นเคย หาซื้อง่าย ราคาสบายกระเป๋า ก็คือ ถั่วแดงและถั่วดำ

สรรพคุณโดดเด่นของถั่วเมล็ดรูปไตคือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก ลดระดับคลอเรสเตอรอล รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะเส้นใยที่มีมากในถั่ว ช่วยคุณรู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น ทำให้ร่างกายมีพลังงานสม่ำเสมอ

อีกทั้งสารลิกแนน สารซาโพนิน และสารยับยั้งโปรทีเอสในถั่วเมล็ดรูปไตยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก

มาเพิ่มเมนูถั่วให้อยู่คู่ครัวกันเถอะค่ะ



Tips
-  เพื่อลดปริมาณก๊าชของถั่วเมล็ดรูปไตจากคาร์โบไฮเดรสที่ชื่อ โอลิโกแลคซาไรด์ ควรนำถั่วไปแช่น้ำและเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงอาหาร

- เพิ่มความสะดวกในการนำถั่วมาประกอบอาหาร โดยการต้มถั่วครั้งละมากๆ แล้วแบ่งใส่ถุงเล็กๆ เก็บไว้ในช่องแช่แข็งได้นาน 2 สัปดาห์

- นำถั่วที่ต้มแล้วมาบดผสมกับน้ำมะนาว น้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ใช้ทา
แซนวิสแทนมายองเนส ได้ประโยชน์พร้อมความอร่อย






#ป้องกันโรคมะเร็ง

หอมหัวใหญ่สู้โรคหัวใจ+มะเร็ง

หอมหัวใหญ่สู้โรคหัวใจ+มะเร็ง


ถึงแม้ว่าจะเสียน้ำตาทุกครั้งที่ต้องปอกและหั่นหอมหัวใหญ่ ทานสลัดหรือใส่ในน้ำสต๊อก ชมนาดก้ไม่เคยต้อแต้

เพราะเป็นแฟนคลับผักกลิ่นฉุนกำลังดีชนิดนี้อย่างเหนียวแน่น

ยิ่งมาอ่านงานวิจัยมากมายที่ยืนยันประโยชน์ของหอมหัวใหญ่ จึงมีความรักให้ผักชนิดนี้เกินร้อย


กินหอมหัวใหญ่กำราบสารพัดโรค
โรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้อมูลจากหนังสือ สารานุกรมผัก ของ ศาสตราจารย์ ดร.ทวีทอง  พงษ์วิวัฒน์ อธิบายว่า

มีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 แล้วว่า หอมหัวใหญ่ สรรพคุณ  ช่วยรักษาหัวใจและการหมุนเวียนเลือดในร่างกาย โดยชาวฝรั่งเศสใช้หอมหัวใหญ่เลืียงม้าที่มีปัญหาการไหลเวียนเลือด



ในปี ค.ศ.1975  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ พบว่า ในหอมหัวใหญ่มีสารไซโคลแอลลิซีนที่สามารถละลายลิ่มเลือดที่จับตัวกันในหลอดเลือดได้ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การวิจัยในฮอลแลนด์และฟินแลนด์ พบว่า เควอร์เซทิน (Quencetin) ซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่ง มีมากในพืชตระกูลหอม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน

ในปี ค.ศ.1985 นักวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบหลอดเลือดแห่งเมือนบอสตัน สหรัฐอเมริกา พบว่า หอมหัวใหญ่ไม่เพียงแค่ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลรวมในเลือดเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคลอเรสเตอรอลดี หรือ HDL (High-density Lipoprotein) ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างมีนัยสำคัญ

สารพัดมะเร็ง
นอกจากนี้ผักสุดโปรดของชมนาดยังติดอันดับหนึ่งในสิบของผักที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งด้วย

มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งทำการศึกษากับจำนวนคน 582 คน พบว่า คนที่เพิ่มปริมาณการกินหอมหัวใหญ่ จะช่วยลดความเสียงของการเกิดมะเร็งปอดได้


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร็เนลด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การกินหอมหัวใหญ่จะมีกลิ่นฉุน จะมีสารที่ออกฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ได้ดีกว่าหอมหัวใหญ่ที่มีกลิ่นอ่อนๆ

อีกทั้งนักวิจัยกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกายังพบว่า หอมหัวใหญ่ ซีเรียล และธัญพืชชนิดต่างๆ ถือเป็นอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้

โรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องหนึ่งใน Journal of Agriculture and Food Chemistry ว่า หอมหัวใหญ่จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก จึงช่วยลดโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้


มากมายประโยชน์ขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องเสียน้ำตาให้การหั่นหอมหัวใหญ่ ใช่ไหม

#หอมหัวใหญ่ สรรพคุณ

ธรรมชาติบำบัดดูแล "้หัวใจ" ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว

ธรรมชาติบำบัดดูแล "หัวใจ" 
ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว


หัวใจแข็งแรง แฝงไว้ 2 ความหมาย
อาจหมายถึง ความเข้มแข็งทางจิตใจ
หรือสุขภาพของหัวใจที่แข็งแรง

ใน 2 ความหมายนี้ มีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแข็งแรงสมบูรณ์ดี
อีกฝ่ายก็น่าจะแข็งแรงตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นมาดูแล "หัวใจ" ด้วยพืชสมุนไพรกันดีกว่า
หาง่าย ไม่แพง แถมนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย

ได้แก่


กระเทียม ช่วยลดการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด

พริก ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสุมดุล ลดอาการใจสั่น

ขิง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

ใบแปะก๊วย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงและดำ

เตยหอม ช่วยบำรุงหัวใจ ดับกระหาย สดชื่น



ใครชอบแบบไหนเลือกแบบนั้นเลยจ้า..... 

อาหารเช้าคือมือที่สำคัญที่สุด

อาหารเช้าคือมือที่สำคัญที่สุด




ในสังคมปัจจุบันนี้เกือบ 80 เปอร์เซนต์ที่คนส่วนใหญ่ 
มิได้ให้ความสำคัญกับอาหารเช้า เนื่องจากต้องเร่งรีบเวลา
เพื่อไปเรียนหรือทำงาน คนไทยเราจะให้ความสำคัญกับอาหารเย็น เน้นว่าเป็นมื้อที่ต้องรับประทานอาหารหนักๆ มากกว่ามื้อกลางวัน ส่วนมื้อเช้านั้นบางคนข้ามไปเลย บางคนก็ดื่มกาแฟเพียง 1 ถ้วยเท่านั้น 
บางคนก็กินขนมปังสักแผ่นเดียว สังเกตให้ดีจะพบว่า จะรู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ถ้ามื้อเช้าคุณไม่ได้ให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการ คือ อาหารที่มีโปรตีนสูงและไขมันอย่างพอเพียง 




อาหารเช้าที่หนักเกินไปก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ร่างกายต้องการเพียงสารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณไม่มากนัก เพื่อที่คุณจะได้มีกำลังวังชา สมองปลอดโปร่ง กระปรี้กระเปร่า 

พลังงานจะอยู่ในร่างกายคุณเป็นเวลานาน และทำให้คุณไม่หิวบ่อย ถ้าได้รับประทานอาหารเช้าที่ดี อาหารเย็นไม่ควรเป็นมื้อหนักสำหรับเรา