การรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพร
ที่ผ่านมามีงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพถึงการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าพฤติกรรมเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง
โดยร่างกายของคนมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงก็จะสารมารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้
สาเหุตสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง มีสารพิษปลอมปน ไม่สะอาด มีสารก่อมะเร็ง รวมไปถึงความเครียด วิตกกังวล การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารพิษหรือสารก่อมะเร็ง ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งทั้งสิ้น
ดังนั้นการป้องกันการเกิดมะเร็งที่ดี คือการเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นอาหารธรรมชาติ มีเส้นใย (Fiber) สูง เช่น ผักพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยวิตามิน เอ อี ซี ในปริมาณมาก เช่น ผักใบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ ตำลึง โหระพา ข่า กระเทียม หัวหอม มะระ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และมีสารแอนติออกซิเดนต์ ได้แก่ ขมิ้นชัน กุยช่าย กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า บร็อกโคลี มะแว้งเครือ มะแว้งต้น มังคุด หอมแดง กะเพรา โหระพา กระเทียม งา ชะเอม ดีปลี ขมิ้นอ้อย ตำลึง ขิง ตะไคร้ น้ำเต้า มะเขือเทศ มะเขือพวง มะระขี้นก และมะขามป้อม
ตะไคร้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นักชีวเคมี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่วิจัยพบว่า สามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้
ตะไคร้มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่พร้อมคิดค้นวิธีการสกัดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรและแคปซูล อาหารเสริมต้านมะเร็ง จากการวิเคราะห์องค์ประกอบพบว่า สารสกัดจากตะไคร้นั้นมีสารสำคัญคือ Citral ที่มีฤทธิ์หยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกสำหรับคุณสมบัติข้อนี้ของตะไคร้เลยทีเดียว
สาร Citral ในตะไคร้ ได้รับการศึกษาในสัตว์ทดลองห้องปฏิบัติการ พบว่ามีศักยภาพในการป้องกันการสะสมของเนื้องอกและมะเร็ง รวมถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งระบบทางเดินอาหาร โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งผิวหนัง และประเภทอื่นๆ ของเนื้องอก
อีกทั้งตะไคร้ยังมีจำนวนขององค์ประกอบที่ใช้งานอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นยา ได้แก่ Geraniol และ Citronellol
การศึกษาบางส่วนมองว่าตะไคร้เป็นมากกว่าสารเคมี การศึกษาในหนูยังพบว่าตะไคร้ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่าตะไคร้ยับยั้งการก่อตัวของโรคมะเร็งในทางเดินอาหารบางอย่างด้วย
แม้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถพัฒนาสารสกัดจากตะไคร้ เพื่อนำมาใช้ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าการค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห้นว่าตะไคร้ ซึ่งเป้นพืชประจำครัวเรือนของคนไทย มีประสิทะิภาพป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ได้
จึงทำให้เชื่อว่าการที่คนไทยไม่ค่อยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เนื่องจากมีการนำตะไคร้ไปใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารอยู่ด้วย
การรับประทานอาหารที่มีตะไคร้เป็นเครื่องปรุง จะทำให้ได้รับสารอาหารหลายชนิดจากตะไคร้ และตะไคร้ยังช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร รวมทั้งผู้บริโภคยังได้รับสารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย
ถือได้ว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่มีการรับประทานอาหารที่มีตะไคร้เป็นส่วนประกอบ ซึ่งถือว่าได้รับประทานอาหารและยาไปพร้อมๆ กัน จึงอยากให้คนไทยรุ่นใหม่หันมาสนใจและให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทย เลือกรับประทานอาหารตามวิถึชีวิตของคนไทย ที่เน้นการรับประทานอาหารประเภทผัก อาหารจากธรรมชาติให้มากขึ้น จะทำให้ชีวิตปลอดภัยจากสารก่อมะเร็งและโรคต่างๆ
สุขภาพดี, ดูแลสุขภาพ
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
มะเร็งปากมดลูก มีอาการโดยมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติ มีอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจหาเชื้อมะเร็ง
มะเร็งในมดลูก อาการคือมีเลือดออกหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง
มะเร็งรังไข่ อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรืออาการเจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ มีอาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลลด และมีอาการปวดหลัง
มะเร็งในเม็ดเลือดขาว (ลูดีเมีย) มีอาการเหนื่อยง่าย และซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งมีอาการท้องอืด เมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
มะเร็งปอด มักมีการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เจ็บบริเวณหน้าอก และหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มะเร็งตับ อาการมักปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองถึงเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะจะมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ รู้สึกปวดแสบเวลาปัสสาวะ
มะเร็งสมอง จะมีอาการปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง หรือเป็นลมกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
มะเร็งในช่องปาก มีก้อนบวมอยู่ในปากหรือที่่ลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยในปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป้นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่เป็นประจำหรือนาน
มะเร็งในลำคอ มีอาการเสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในลำคอจะรู้สึกกลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถสัมผัสได้
มะเร็งในกระเพาะอาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด อาหารไม่ค่อยย่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้อในช่องท้อง
มะเร็งทรวงอก มีเลือดหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือ ผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป้นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คน จะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ควรค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจน
มะเร็งลำไส้ น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมาก ระบบย่อยผิดปกติ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
มะเร็งผิวหนัง มีแผลหรือแผลเปื่อยผุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง
มะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่ เพศชาย มักเป็นมะเร็งตับ มะเร็งปอด ส่วนเพศหญิงมักเป็นมะเร็งปากมดลูด และมะเร็งเต้านม
ดูแลสุขภาพ, สุขภาพดี
มะเร็งปากมดลูก มีอาการโดยมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติ มีอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจหาเชื้อมะเร็ง
มะเร็งในมดลูก อาการคือมีเลือดออกหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง
มะเร็งรังไข่ อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรืออาการเจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ มีอาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลลด และมีอาการปวดหลัง
มะเร็งในเม็ดเลือดขาว (ลูดีเมีย) มีอาการเหนื่อยง่าย และซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งมีอาการท้องอืด เมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
มะเร็งปอด มักมีการไอบ่อยๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เจ็บบริเวณหน้าอก และหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มะเร็งตับ อาการมักปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองถึงเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะจะมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ รู้สึกปวดแสบเวลาปัสสาวะ
มะเร็งสมอง จะมีอาการปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง หรือเป็นลมกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
มะเร็งในช่องปาก มีก้อนบวมอยู่ในปากหรือที่่ลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยในปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป้นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่เป็นประจำหรือนาน
มะเร็งในลำคอ มีอาการเสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในลำคอจะรู้สึกกลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถสัมผัสได้
มะเร็งในกระเพาะอาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด อาหารไม่ค่อยย่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้อในช่องท้อง
มะเร็งทรวงอก มีเลือดหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือ ผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป้นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คน จะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ควรค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจน
มะเร็งลำไส้ น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมาก ระบบย่อยผิดปกติ มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
มะเร็งผิวหนัง มีแผลหรือแผลเปื่อยผุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง
มะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่ เพศชาย มักเป็นมะเร็งตับ มะเร็งปอด ส่วนเพศหญิงมักเป็นมะเร็งปากมดลูด และมะเร็งเต้านม
ดูแลสุขภาพ, สุขภาพดี
มะเร็ง คือ อะไร?
มะเร็ง คือ อะไร?
มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกาย
มีความผิดปกติของ DNA หรือทางพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต
มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วและมากกว่าปกติ
ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ
จนในที่สุดทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น
เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงการเจริญเติบโตของหลอดเลือด
หากเซลล์มะเร็งพวกนี้อยู่ที่อวัยวะใดในร่างกายก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น
เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเม้ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ
เป็นต้น
อาการของโรคมะเร็ง
1. ในช่วงแรกร่างกายจะไม่แสดงอาการใดๆ เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีจำนวนน้อย
2. มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 9 ประการ ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจค้นหาโรคมะเร็งหรือสาเหตุอื่น เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
3. มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่นแจ่มใส
4. มีอาการที่บ่งบอกว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลามหรือเป็นมากขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และมีการกระจายโรคอยู่ส่วนใดของร่างกาย ที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้คือ มีอาการปวดมาก
สัญญาณอันตราย 9 ประการที่ทุกคนควรจะจำไว้เพื่อสุขภาพที่ดี
1. มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด
2. กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน
3. มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง
4. มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น
5. แผลที่รักษาแล้วไม่ยอมหาย
6. มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย
7. มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย
8. หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหล
9. อยากนอนทั้งวัน นอนได้ตลอดเวลา ไม่มีเรี่ยวแรง
มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกาย
มีความผิดปกติของ DNA หรือทางพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต
มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วและมากกว่าปกติ
ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ
จนในที่สุดทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น
เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงการเจริญเติบโตของหลอดเลือด
หากเซลล์มะเร็งพวกนี้อยู่ที่อวัยวะใดในร่างกายก็จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น
เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งเม้ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ
เป็นต้น
อาการของโรคมะเร็ง
1. ในช่วงแรกร่างกายจะไม่แสดงอาการใดๆ เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีจำนวนน้อย
2. มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 9 ประการ ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจค้นหาโรคมะเร็งหรือสาเหตุอื่น เพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือป่วยเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
3. มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่นแจ่มใส
4. มีอาการที่บ่งบอกว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลามหรือเป็นมากขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งชนิดใด และมีการกระจายโรคอยู่ส่วนใดของร่างกาย ที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้คือ มีอาการปวดมาก
สัญญาณอันตราย 9 ประการที่ทุกคนควรจะจำไว้เพื่อสุขภาพที่ดี
1. มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด
2. กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน
3. มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง
4. มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น
5. แผลที่รักษาแล้วไม่ยอมหาย
6. มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย
7. มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย
8. หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหล
9. อยากนอนทั้งวัน นอนได้ตลอดเวลา ไม่มีเรี่ยวแรง
ยาสามัญประจำบ้าน
ยาสามัญประจำบ้าน
ควรมียาสามัญประจำบ้านเตรียมพร้อมติดไว้ในตู้ยาซึ่งเป็นตู้กระจก มองเห็นจากภายนอกได้ว่ามียาอะไรอยู่บ้าง เวลาประสบเหตุจะได้ช่วยเหลือสะดวกทันกาล
1. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลชนิดเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ และชนิดน้ำสำหรับเด็ก ยาแอสไพริน
2. ยาลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน
3. ยาแก้ไอ เช่น ยาอมมะแว้ง ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม
4. ยาดมแก้วิงเวียน แก้หวัด เช่น ยาหอม แอมโมเนียหอม น้ำมันยูคาลิปตัส
5. ยาระบาย เช่น ยาระบายแมกนีเซียม ดีเกลือ น้ำมันละหุ่ง ชามะขามแขก
6. ยาแก้ท้องอืด เช่น คาร์มิเนตีฟ ยาธาตุน้ำแดง เหล้าสะระแหน่ โซดามินต์ ทิงเจอร์มหาหิงคุ์
7. ยาแก้ท้องเสีย เช่น ผงน้ำตาลเกลือแร่ ยาซัลฟากัวนิดีน ยาน้ำเคาลินเปคติน
8. ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ เช่น อะลัมมิลค์ แมกนีเซียมไตรซิลิเกต รานิทิดีน ไซเมทิดีน
9. ยาหยอดตาแก้ตาอักเสบ ตาแดง ตาเจ็บ เช่น โบริกโซลูชั่น
10. ยาหยอดหูแก้หูน้ำหนวก ช่องหูอักเสบ
11. ยากวาดคอ รักษาอาการอักเสบช่องปากและคอ
12. ยาแก้แพ้ ผดผื่นคัน แพ้อากาศ เช่น คลอร์เฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน
13. ยาแก้ปวดเมื่อย เช่น ยาหม่อง ยานวดคลายกล้ามเนื้อ น้ำมันระกำ
14. ยาใส่แผลมี 2 ชนิดคือใส่แผลสด หรือใส่แผลเรื้อรัง ใส่แผลสด เช่น เบตาดีน ยาแดง ขี้ผึ้งซัลฟา ทิงเจอร์ไอโอดีน สำหรับใส่แผลเรื้อรัง เช่น ขี้ผึ้งซัลฟา ยาเหลือง
ยาบางชนิดต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอ่านฉลากก่อนเก็บ ก่อนใช้ ควรสำรองยาสามัญในปริมาณที่พอเหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว ยาน้ำขวดกลางหรือขวดเล็กหนึ่งขวดก็พอ และควรอย่างยิ่งที่จะตรวจสอบเป็นระยะว่ายาหมดอายุหรือยัง ยาบางชนิดอายุสั้นหลังเปิดใช้ไม่กี่วันก็ต้องทิ้งไป เช่น ยาหยอดตาเปิดใช้ได้เพียง 28 วัน หลังจากนั้นต้องทิ้งไปไม่ว่ายาจะอยู่ในสภาพดีเพียงใด
บางครั้งยาเสีย เสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุโดยดูได้จากสีของยา กลิ่น หรือรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ดังนี้
1. เม็ดยาเกิดแตกร่วนหรือผิวสึกกร่อน
2. เม็ดยาเปลี่ยนสีจางลงหรือเข้มขึ้นหรือสีไม่สม่ำเสมอ
3. ความมันวาวที่เคลือบเม็ดยาหายไป
4. มีกลิ่นยาเปลี่ยนไป
5. แคปซูลบวมหรือมีฝ้าขาว แตก เหนียวติดกัน หรือเป็นก้อนแข็งข้างใน
6. ยาน้ำใสกลายเป็นมีตะกอน
7. ยาน้ำที่เปลี่ยนแข็งตัวเป็นก้อน
8. ยาแขวนตะกอนเขย่าแล้วไ่ม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียว มีก้อนแข็ง หรือตกตะกอนเร็วกว่าปกติ หรือขุ่นข้นกว่าเดิม
9. ยาผงที่จับตัวเป็นก้อน
10. ยาครีมขี้ผึ้งที่ข้นหรือเหลวกว่าเดิม หรือมีคราบน้ำมันสีเหลืองออกจากครีม
11. ถ้ายาหมดอายุแต่รูปลักษณ์มายังดีอยู่ก็ควรทิ้งไปด้วย
คู่มือปฐมพยาบาล (มะปราง)
ควรมียาสามัญประจำบ้านเตรียมพร้อมติดไว้ในตู้ยาซึ่งเป็นตู้กระจก มองเห็นจากภายนอกได้ว่ามียาอะไรอยู่บ้าง เวลาประสบเหตุจะได้ช่วยเหลือสะดวกทันกาล
1. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอลชนิดเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ และชนิดน้ำสำหรับเด็ก ยาแอสไพริน
2. ยาลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน
3. ยาแก้ไอ เช่น ยาอมมะแว้ง ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม
4. ยาดมแก้วิงเวียน แก้หวัด เช่น ยาหอม แอมโมเนียหอม น้ำมันยูคาลิปตัส
5. ยาระบาย เช่น ยาระบายแมกนีเซียม ดีเกลือ น้ำมันละหุ่ง ชามะขามแขก
6. ยาแก้ท้องอืด เช่น คาร์มิเนตีฟ ยาธาตุน้ำแดง เหล้าสะระแหน่ โซดามินต์ ทิงเจอร์มหาหิงคุ์
7. ยาแก้ท้องเสีย เช่น ผงน้ำตาลเกลือแร่ ยาซัลฟากัวนิดีน ยาน้ำเคาลินเปคติน
8. ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ เช่น อะลัมมิลค์ แมกนีเซียมไตรซิลิเกต รานิทิดีน ไซเมทิดีน
9. ยาหยอดตาแก้ตาอักเสบ ตาแดง ตาเจ็บ เช่น โบริกโซลูชั่น
10. ยาหยอดหูแก้หูน้ำหนวก ช่องหูอักเสบ
11. ยากวาดคอ รักษาอาการอักเสบช่องปากและคอ
12. ยาแก้แพ้ ผดผื่นคัน แพ้อากาศ เช่น คลอร์เฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน
13. ยาแก้ปวดเมื่อย เช่น ยาหม่อง ยานวดคลายกล้ามเนื้อ น้ำมันระกำ
14. ยาใส่แผลมี 2 ชนิดคือใส่แผลสด หรือใส่แผลเรื้อรัง ใส่แผลสด เช่น เบตาดีน ยาแดง ขี้ผึ้งซัลฟา ทิงเจอร์ไอโอดีน สำหรับใส่แผลเรื้อรัง เช่น ขี้ผึ้งซัลฟา ยาเหลือง
ยาบางชนิดต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอ่านฉลากก่อนเก็บ ก่อนใช้ ควรสำรองยาสามัญในปริมาณที่พอเหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว ยาน้ำขวดกลางหรือขวดเล็กหนึ่งขวดก็พอ และควรอย่างยิ่งที่จะตรวจสอบเป็นระยะว่ายาหมดอายุหรือยัง ยาบางชนิดอายุสั้นหลังเปิดใช้ไม่กี่วันก็ต้องทิ้งไป เช่น ยาหยอดตาเปิดใช้ได้เพียง 28 วัน หลังจากนั้นต้องทิ้งไปไม่ว่ายาจะอยู่ในสภาพดีเพียงใด
บางครั้งยาเสีย เสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุโดยดูได้จากสีของยา กลิ่น หรือรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ดังนี้
1. เม็ดยาเกิดแตกร่วนหรือผิวสึกกร่อน
2. เม็ดยาเปลี่ยนสีจางลงหรือเข้มขึ้นหรือสีไม่สม่ำเสมอ
3. ความมันวาวที่เคลือบเม็ดยาหายไป
4. มีกลิ่นยาเปลี่ยนไป
5. แคปซูลบวมหรือมีฝ้าขาว แตก เหนียวติดกัน หรือเป็นก้อนแข็งข้างใน
6. ยาน้ำใสกลายเป็นมีตะกอน
7. ยาน้ำที่เปลี่ยนแข็งตัวเป็นก้อน
8. ยาแขวนตะกอนเขย่าแล้วไ่ม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียว มีก้อนแข็ง หรือตกตะกอนเร็วกว่าปกติ หรือขุ่นข้นกว่าเดิม
9. ยาผงที่จับตัวเป็นก้อน
10. ยาครีมขี้ผึ้งที่ข้นหรือเหลวกว่าเดิม หรือมีคราบน้ำมันสีเหลืองออกจากครีม
11. ถ้ายาหมดอายุแต่รูปลักษณ์มายังดีอยู่ก็ควรทิ้งไปด้วย
คู่มือปฐมพยาบาล (มะปราง)
คอลลาเจน คืออะไร
คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน ถูกค้นพบครั้งแรกในชวงกลางปี ค.ศ.1930 การค้นพบโครงสร้างของโมเลกุลในครั้งนั้น ทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลเลยทีเดียว หลังจากการค้นคว้สวิจัยอย่างนาวนาน ในที่สุดรูปแบบของคอลลาเจนที่ได้รับการยอมรับก็คือ รูปแบบ “ฝ้าย” ในลักษณะคล้ายกับขดลวดสามขดเกลียวเข้าหากัน
คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนในร่างกายของมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ปริมาณของ คอลลาเจน ในร่างกายจะมีอยู่ที่ประมาณ 25-35% ของโปรตีนในร่างกาย โดยคอลลาเจนมีโครงสร้างที่เรียกได้ว่าแข็งแรงมาก สามารถพบได้ทั่วไปภายในร่างกายตามกระดูก รวมไปถึงเส้นเอ็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่ทำหน้าที่ช่วยทำให้ผิวมีความกระชับ อ่อนนุ่ม ความยืดหยุ่น และช่วยในการต่ออายุของเซลล์ผิวให้เสื่อมสภาพช้าลง นอกจากนี้ คอลลาเจน ยังมีอยู่ในทุกเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ ถุงน้ำดี ไต กระเพาะปัสสาวะ และคอลลาเจน ยังเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นผม เล็บมืออีกด้วย

หน้าที่สำคัญของคอลลาเจน?
คอลลาเจน เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างต่างๆของร่างกาย และยังทำหน้าที่ช่วยปกป้องโครงสร้างของผิว จากการถูกทำร้ายโดยแสงแดด มลพิษจากสิ่งแวดล้อม และสารพิษอื่นๆที่ก่อใหเกิดโรคทางผิวหนัง เป็นต้น
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนก็จะเริ่มลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อผิวได้รับความเสียหายในช่วงเวลานั้น จะทำให้เกิดความเสียหายต่อชั้นผิวได้ง่าย เซลล์ที่เสียหาย และเสื่อมสภาพ จะทำให้เกิดริ้วรอยที่ผิวหนัง และความเสียหายในเส้นใยเอ็น ความยืดหยุ่นของข้อต่อลดน้อยลง เป็นต้น
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของคอลลาเจน ทำให้การเติมเต็มคอลลาเจนในร่างกาย ให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคอลลาเจนนอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรงปราศจากริ้วรอยแล้ว คอลลาเจนยังมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ให้มความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เราสามารถรับคอลลาเจนเสริมเพิ่มเติมได้จากการทานอาหาร ที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนประเภทต่างๆ หรือในบางครั้ง การเสริมคอลลาเจน โดยวิธีการรับประทานอาหารเสริมนั้น ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปหาซื้อ ตามหาอาหารที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจนจำนวนมากๆ ได้เช่นกัน

ด้วยสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยมลภาวะในปัจจุบัน ทำให้ผิวพรรณ ค่อยๆถูกทำลายลงไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ ณ ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และความรู้ต่างๆ ทำให้คุณสามารถที่จะป้องกัน และบำรุงฟื้นฟูสุขภาพของผิวพรรณที่ถูกทำร้ายจนหมองคล้ำ ให้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยเพียงแค่การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซี เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
https://www.ovolva.com
คอลลาเจน ถูกค้นพบครั้งแรกในชวงกลางปี ค.ศ.1930 การค้นพบโครงสร้างของโมเลกุลในครั้งนั้น ทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลเลยทีเดียว หลังจากการค้นคว้สวิจัยอย่างนาวนาน ในที่สุดรูปแบบของคอลลาเจนที่ได้รับการยอมรับก็คือ รูปแบบ “ฝ้าย” ในลักษณะคล้ายกับขดลวดสามขดเกลียวเข้าหากัน
คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนในร่างกายของมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ปริมาณของ คอลลาเจน ในร่างกายจะมีอยู่ที่ประมาณ 25-35% ของโปรตีนในร่างกาย โดยคอลลาเจนมีโครงสร้างที่เรียกได้ว่าแข็งแรงมาก สามารถพบได้ทั่วไปภายในร่างกายตามกระดูก รวมไปถึงเส้นเอ็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่ทำหน้าที่ช่วยทำให้ผิวมีความกระชับ อ่อนนุ่ม ความยืดหยุ่น และช่วยในการต่ออายุของเซลล์ผิวให้เสื่อมสภาพช้าลง นอกจากนี้ คอลลาเจน ยังมีอยู่ในทุกเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ ถุงน้ำดี ไต กระเพาะปัสสาวะ และคอลลาเจน ยังเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นผม เล็บมืออีกด้วย
หน้าที่สำคัญของคอลลาเจน?
คอลลาเจน เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้างต่างๆของร่างกาย และยังทำหน้าที่ช่วยปกป้องโครงสร้างของผิว จากการถูกทำร้ายโดยแสงแดด มลพิษจากสิ่งแวดล้อม และสารพิษอื่นๆที่ก่อใหเกิดโรคทางผิวหนัง เป็นต้น
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนก็จะเริ่มลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อผิวได้รับความเสียหายในช่วงเวลานั้น จะทำให้เกิดความเสียหายต่อชั้นผิวได้ง่าย เซลล์ที่เสียหาย และเสื่อมสภาพ จะทำให้เกิดริ้วรอยที่ผิวหนัง และความเสียหายในเส้นใยเอ็น ความยืดหยุ่นของข้อต่อลดน้อยลง เป็นต้น
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวของคอลลาเจน ทำให้การเติมเต็มคอลลาเจนในร่างกาย ให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคอลลาเจนนอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรงปราศจากริ้วรอยแล้ว คอลลาเจนยังมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ให้มความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน เราสามารถรับคอลลาเจนเสริมเพิ่มเติมได้จากการทานอาหาร ที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนประเภทต่างๆ หรือในบางครั้ง การเสริมคอลลาเจน โดยวิธีการรับประทานอาหารเสริมนั้น ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปหาซื้อ ตามหาอาหารที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจนจำนวนมากๆ ได้เช่นกัน
ด้วยสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยมลภาวะในปัจจุบัน ทำให้ผิวพรรณ ค่อยๆถูกทำลายลงไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ ณ ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และความรู้ต่างๆ ทำให้คุณสามารถที่จะป้องกัน และบำรุงฟื้นฟูสุขภาพของผิวพรรณที่ถูกทำร้ายจนหมองคล้ำ ให้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยเพียงแค่การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซี เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง
https://www.ovolva.com
พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า
“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือ พลเมือง นั่นเอง”
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดังนี้

โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แพทย์ประจำพระองค์ที่ตามเสด็จฯ ตรวจและรักษาคนไข้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๑๒ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการชาวเขา และทรงพบว่าราษฎรที่มารอรับเสด็จป่วยเป็นไข้กันมาก
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยการบำบัดรักษาจากคณะแพทย์พระราชทาน และอบรมหมอหมู่บ้าน เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีอุปสรรคที่ระบบปกติยากจะดูแลได้ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราษฎรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและขาดความรู้ในการดูแลรักษาตนเอง
โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน
เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อตรวจรักษาราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารโดยไม่คิดมูลค่า และถ้าจำเป็นก็จัดส่งไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม และในท้องถิ่นต่างๆ ที่ห่างไกลตัวเมืองมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนยารักษาโรค ออกทำการตรวจรักษาราษฎรในท้องถิ่นกันดาร

โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์
โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการที่ทรงศึกษาปฏิบัติส่วนพระองค์กับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาต่างๆ เมื่อได้ผลดีแล้วจึงทรงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน
โดยโครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของราษฎรที่นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส นิคมนี้มีสถานีอนามัยเพียงแห่งเดียว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดแพทย์หมุนเวียนเข้าไปบริการตรวจรักษา แพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล นราธิวาส และโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ออกไปปฏิบัติการสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เป็นประจำ
หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน
ในปี ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชปรารภว่า
"เวลาพระองค์มีปัญหาเกี่ยวกับฟันก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา แล้วเวลาราษฎรที่อยู่ห่างไกลจะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือเปล่า"
ในเวลาต่อมา ทรงทราบว่าทันตแพทย์นั้นมีน้อยและมีอยู่ตามโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้น บางจังหวัดก็ไม่มี
พระองค์ทรงรับสั่งว่า
"การที่จะให้ราษฎรที่ยากจนที่มีปัญหาเรื่องฟัน หยุดการทำนาทำไร่ เดินทางไปหาแพทย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสแก่ทันตแพทย์สี สิริสิงห์ ทันตแพทย์ประจำพระองค์ว่า
"ฉันต้องการให้หมอช่วยไปดูแลบำบัดทุกข์ให้แก่นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารห่างไกลหมอ และจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามความจำเป็นโดยให้จัดหน่วยเคลื่อนที่ไปโดยรถยนต์และตระเวนไปตามถนนหนทาง ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชนบท”
หน่วยทันตกรรมพระราชทานจึงก่อกำเนิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อรถยนต์ พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือทำฟัน มีทันตแพทย์อาสาออกปฏิบัติงาน โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๒ โดยมี ทันตแพทย์ สี สิริสิงห์ เป็นหัวหน้าทีม เพื่อส่งทันตแพทย์อาสาสมัครออกช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟันแก่เด็ก นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องที่ทุรกันดาร
โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัย
ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ แพทย์อาสาสมัครซึ่งเป็นแพทย์อาวุโสและมากประสบการณ์เล็งเห็นความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องมีศัลยแพทย์ไปช่วยปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดสกลนคร ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จึงได้มีการศึกษาหาข้อมูลและความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ ในด้านศัลยกรรม และรวบรวมจัดทำทำเนียบศัลยแพทย์อาสา แล้วก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์ขึ้น ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับวิทยาลัยศัลยแพทย์ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเปลี่ยนชื่อเป็น ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน
เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ เนื่องจากมีราษฎรจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคหู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยแพทย์อาสาสมัครผลัดกันออกไปปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เสด็จแปรพระราชฐาน โดยอาศัยแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รามาธิบดี ราชวิถี โรงพยาบาลประจำจังหวัดนครราชสีมา และโรงพยาบาลประจำจังหวัดนครพนม ผลัดเปลี่ยนกันมาปฏิบัติราชการชุดละ ๒ สัปดาห์เริ่มที่จังหวัดนราธิวาสก่อน ต่อมาขยายการปฏิบัติงานไปที่จังหวัดสกลนคร และที่โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่
โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์
ความเจ็บป่วยของราษฎรเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง ประกอบกับไม่มีสถานพยาบาลอยู่ใกล้ บ้างก็เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จึงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์ โดยคัดเลือกคนในหมู่บ้านรับการฝึกอบรมการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การรักษาโรคอย่างง่าย เพื่อสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมหมู่บ้านได้ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เริ่มบรรเทาความเจ็บปวดของราษฎรที่นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาแพทยศาสตร์ตอนหนึ่งว่า
“จึงใคร่ขอร้องให้ทุกๆ คนตั้งใจ และพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลสมบูรณ์จริงๆ อย่าปล่อยให้กำลังของชาติต้องเสื่อมถอยลงเพราะประชาชนเสียสุขภาพอนามัย”
นับเป็นพระราชดำรัสที่แสดงถึงความตั้งพระทัยในการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรอย่างแท้จริง ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นที่จะสืบทอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ และ สมเด็จพระบรมราชชนนี พระมารดาของการแพทย์ชนบท ในการที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติสืบไป

http://nih.dmsc.moph.go.th/jariyatam/home5.html
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า
“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือ พลเมือง นั่นเอง”
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดังนี้
โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แพทย์ประจำพระองค์ที่ตามเสด็จฯ ตรวจและรักษาคนไข้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๑๒ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการชาวเขา และทรงพบว่าราษฎรที่มารอรับเสด็จป่วยเป็นไข้กันมาก
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยการบำบัดรักษาจากคณะแพทย์พระราชทาน และอบรมหมอหมู่บ้าน เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีอุปสรรคที่ระบบปกติยากจะดูแลได้ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราษฎรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและขาดความรู้ในการดูแลรักษาตนเอง
โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน
เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อตรวจรักษาราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารโดยไม่คิดมูลค่า และถ้าจำเป็นก็จัดส่งไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม และในท้องถิ่นต่างๆ ที่ห่างไกลตัวเมืองมาก ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนยารักษาโรค ออกทำการตรวจรักษาราษฎรในท้องถิ่นกันดาร
โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์
โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการที่ทรงศึกษาปฏิบัติส่วนพระองค์กับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาต่างๆ เมื่อได้ผลดีแล้วจึงทรงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน
โดยโครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของราษฎรที่นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส นิคมนี้มีสถานีอนามัยเพียงแห่งเดียว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดแพทย์หมุนเวียนเข้าไปบริการตรวจรักษา แพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล นราธิวาส และโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ออกไปปฏิบัติการสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เป็นประจำ
หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน
ในปี ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชปรารภว่า
"เวลาพระองค์มีปัญหาเกี่ยวกับฟันก็มีทันตแพทย์ดูแลรักษา แล้วเวลาราษฎรที่อยู่ห่างไกลจะมีทันตแพทย์ช่วยรักษาหรือเปล่า"
ในเวลาต่อมา ทรงทราบว่าทันตแพทย์นั้นมีน้อยและมีอยู่ตามโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้น บางจังหวัดก็ไม่มี
พระองค์ทรงรับสั่งว่า
"การที่จะให้ราษฎรที่ยากจนที่มีปัญหาเรื่องฟัน หยุดการทำนาทำไร่ เดินทางไปหาแพทย์นั้น เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ไปสู่ประชาชน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสแก่ทันตแพทย์สี สิริสิงห์ ทันตแพทย์ประจำพระองค์ว่า
"ฉันต้องการให้หมอช่วยไปดูแลบำบัดทุกข์ให้แก่นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารห่างไกลหมอ และจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามความจำเป็นโดยให้จัดหน่วยเคลื่อนที่ไปโดยรถยนต์และตระเวนไปตามถนนหนทาง ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชนบท”
หน่วยทันตกรรมพระราชทานจึงก่อกำเนิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อรถยนต์ พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือทำฟัน มีทันตแพทย์อาสาออกปฏิบัติงาน โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๒ โดยมี ทันตแพทย์ สี สิริสิงห์ เป็นหัวหน้าทีม เพื่อส่งทันตแพทย์อาสาสมัครออกช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟันแก่เด็ก นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องที่ทุรกันดาร
โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัย
ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ แพทย์อาสาสมัครซึ่งเป็นแพทย์อาวุโสและมากประสบการณ์เล็งเห็นความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องมีศัลยแพทย์ไปช่วยปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดสกลนคร ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จึงได้มีการศึกษาหาข้อมูลและความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ ในด้านศัลยกรรม และรวบรวมจัดทำทำเนียบศัลยแพทย์อาสา แล้วก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์ขึ้น ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับวิทยาลัยศัลยแพทย์ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเปลี่ยนชื่อเป็น ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน
เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ เนื่องจากมีราษฎรจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคหู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยแพทย์อาสาสมัครผลัดกันออกไปปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เสด็จแปรพระราชฐาน โดยอาศัยแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รามาธิบดี ราชวิถี โรงพยาบาลประจำจังหวัดนครราชสีมา และโรงพยาบาลประจำจังหวัดนครพนม ผลัดเปลี่ยนกันมาปฏิบัติราชการชุดละ ๒ สัปดาห์เริ่มที่จังหวัดนราธิวาสก่อน ต่อมาขยายการปฏิบัติงานไปที่จังหวัดสกลนคร และที่โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่
โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์
ความเจ็บป่วยของราษฎรเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง ประกอบกับไม่มีสถานพยาบาลอยู่ใกล้ บ้างก็เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ จึงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์ โดยคัดเลือกคนในหมู่บ้านรับการฝึกอบรมการรักษาพยาบาลเบื้องต้น การรักษาโรคอย่างง่าย เพื่อสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมหมู่บ้านได้ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เริ่มบรรเทาความเจ็บปวดของราษฎรที่นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาแพทยศาสตร์ตอนหนึ่งว่า
“จึงใคร่ขอร้องให้ทุกๆ คนตั้งใจ และพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลสมบูรณ์จริงๆ อย่าปล่อยให้กำลังของชาติต้องเสื่อมถอยลงเพราะประชาชนเสียสุขภาพอนามัย”
นับเป็นพระราชดำรัสที่แสดงถึงความตั้งพระทัยในการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรอย่างแท้จริง ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นที่จะสืบทอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ และ สมเด็จพระบรมราชชนนี พระมารดาของการแพทย์ชนบท ในการที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติสืบไป
http://nih.dmsc.moph.go.th/jariyatam/home5.html
พืชผักกับความสวยความงาม
พืชผักกับความสวยความงาม
คุณสาวๆ หลายคนคาดคิดไม่ถึงว่า ศัตรูตัวฉกาจที่ทำร้ายผิวพรรณผู้หญิง ก็คือ โรคท้องผูก ซึ่งสุภาพสตรีวัยตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไปมักจะเป็นกันมาก ทั้งนี้โรคดังกล่าวนั้นมีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบ เมตาบอริซึม ผิดปกติไป โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยเกินไปนั่นเอง

หลายคนคงเคยได้ยินว่า หากกินมังสวิรัติแล้วผิวพรรณจะสดใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย ประการแรกอาจเป็นเพราะอาหารจำพวกพืชผักนั้นมีเส้นใยอาหาร (Fiber) สูง ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาโรคท้องผูกเรื้อรังได้ อีกประการหนึ่งก็คือ ผักผลไม้นั้นมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีสรรพคุณในการถนอมผิวพรรณ เช่น วิตามิน A และวิตามิน E ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidiant) ที่ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังปกป้องร่างกายจากเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย
วิตามิน A มีสารประกอบของ Tocopherols และ Tocotrinols พบมากในน้ำมันพืช ถั่วเมล็ดแห้ง แป้งสาลี นม มันเทศ ฟักทอง ผักบุ้ง แครอต กะหล่ำปลี มะเขือเทศ พริกขี้หนู มะม่วง และกล้วย เป็นต้น ซึ่งวิตามิน A จะมี Alpha - Tocopherol ที่เป็นตัว active ที่สุด
วิตามิน E เป็นสาร Antionidant ตัวสำคัญที่พบได้ใน Plasma และเม็ดเลือดแดง โดยปกติวิตามิน E จะช่วยทำหน้าที่ปกป้องเซลล์บุผิวชนิด cell membrane lopid จากการถูก Peoxidant มิให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลล์ วิตามิน E พบมากในเมล็ดอะโวคาโด ดอกทานตะวัน อัลมอนด์ ถั่วลิสง และผักใบเขียว
ร่างกายของคนเราต้องการวิตามิน E วันละ 12 มิลลิกรัมเพื่อประโยชน์ในการรักษาผิวพรรณและบำรุงร่างกาย ผู้ที่ได้รับวิตามิน E อย่างเพียงพอจะทำให้ผิวพรรณสวยงาม ลดอัตราการเกิดรอยแดงไหม้ (sunburn) ที่เกิดจากแสงแดด ช่วยลดริ้วรอยและความหยาบกร้าน ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ถึง 70 % ช่วยสมานแผล และช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นได้เป็นอย่างดี
สารพัดเมนูผัดจานอร่อย
คุณสาวๆ หลายคนคาดคิดไม่ถึงว่า ศัตรูตัวฉกาจที่ทำร้ายผิวพรรณผู้หญิง ก็คือ โรคท้องผูก ซึ่งสุภาพสตรีวัยตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไปมักจะเป็นกันมาก ทั้งนี้โรคดังกล่าวนั้นมีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบ เมตาบอริซึม ผิดปกติไป โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยเกินไปนั่นเอง
หลายคนคงเคยได้ยินว่า หากกินมังสวิรัติแล้วผิวพรรณจะสดใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย ประการแรกอาจเป็นเพราะอาหารจำพวกพืชผักนั้นมีเส้นใยอาหาร (Fiber) สูง ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาโรคท้องผูกเรื้อรังได้ อีกประการหนึ่งก็คือ ผักผลไม้นั้นมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีสรรพคุณในการถนอมผิวพรรณ เช่น วิตามิน A และวิตามิน E ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidiant) ที่ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยได้เป็นอย่างดี ทั้งยังปกป้องร่างกายจากเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย
วิตามิน A มีสารประกอบของ Tocopherols และ Tocotrinols พบมากในน้ำมันพืช ถั่วเมล็ดแห้ง แป้งสาลี นม มันเทศ ฟักทอง ผักบุ้ง แครอต กะหล่ำปลี มะเขือเทศ พริกขี้หนู มะม่วง และกล้วย เป็นต้น ซึ่งวิตามิน A จะมี Alpha - Tocopherol ที่เป็นตัว active ที่สุด
วิตามิน E เป็นสาร Antionidant ตัวสำคัญที่พบได้ใน Plasma และเม็ดเลือดแดง โดยปกติวิตามิน E จะช่วยทำหน้าที่ปกป้องเซลล์บุผิวชนิด cell membrane lopid จากการถูก Peoxidant มิให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายเซลล์ วิตามิน E พบมากในเมล็ดอะโวคาโด ดอกทานตะวัน อัลมอนด์ ถั่วลิสง และผักใบเขียว
ร่างกายของคนเราต้องการวิตามิน E วันละ 12 มิลลิกรัมเพื่อประโยชน์ในการรักษาผิวพรรณและบำรุงร่างกาย ผู้ที่ได้รับวิตามิน E อย่างเพียงพอจะทำให้ผิวพรรณสวยงาม ลดอัตราการเกิดรอยแดงไหม้ (sunburn) ที่เกิดจากแสงแดด ช่วยลดริ้วรอยและความหยาบกร้าน ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ถึง 70 % ช่วยสมานแผล และช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นได้เป็นอย่างดี
สารพัดเมนูผัดจานอร่อย
Subscribe to:
Posts (Atom)






