30 บาท 30 วิธี รักษาตนเองเบื้องต้น ดูแลตนเอง




ใชับัตรทอง 30 บาท ใช้ 30 วิธี รักษาตนเองเบื้องต้น

จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนถึงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ที่มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการสร้างหลักประกันสุขภาพอย่างถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนชาวไทย นอกจากประชาชนจะมีหน่วยบริการใกล้บ้านใกล้ใจ สะดวกในการไปรับบริการยามเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว การที่ประชาชนมีความรู้อย่างถูกต้องในการรักษาตนเองหรือปฐมพยาบาลตนเองเบื้องต้นได้ ก็มีความสำคัญอย่างมาก

สำนักงานหลักประกันสุขภาพตนเองแห่งชาติ จึงจัดพิมพ์หนังสือ 30 บาท 30 วิธีรักษาตนเองเบื้องต้นเพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริง

1. กระดูกหัก

ถ้าสงสัยว่ามีกระดูกหัก วางอวัยวะส่วนนั้นลงบนแผ่นไม้ หรือกิ่งไม้ หรือนิตยสารที่หนา ๆ ใช้ผ้าพันยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว ถ้าเป็นที่ปลายแขนหรือมือใช้ผ้าคล้องคอ รีบพาไปหมอ



2. ก้างติดคอ
กลืนก้อนข้าวสุก กล้วยทั้งคำ (ไม่ต้องเคี้ยว) หรือขนมปังนิ่ม ๆ ถ้ายังไม่หลุดกลืนน้ำส้มสายชูเจือจาง ก้างจะอ่อนลงได้ ถ้ายังไม่หยุด ควรไปหาหมอ


3. ลมพิษ
ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน หรือใช้ใบพลู กินยาแก้แพ้คลอร์เฟนิรามีน ครึ่งเม็ด ถึง 1 เม็ด วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง หาสาเหตุที่แพ้ เช่น ยา อาหารทะเล เหล้า เบียร์ แมลง ละอองต่าง ๆ ฯลฯ และหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าเป็นเรื้อรัง ควรไปหาหมอ


4. การห้ามเลือด
ถ้าบาดแผลเล็ก กดปากแผลด้วยผ้าสะอาด แล้วพันให้แน่น ถ้าบาดแผลใหญ่ เลือดออกพุ่ง ไม่หยุด ใช้ผ้าเชือก หรือสายยางรัดเหนือแผล (ระหว่างบาดแผลกับหัวใจ) ให้แน่นพอที่เลือดหยุดไหล ยกส่วนที่มีเลือดออกให้สูงไว้


5. ไข้ (ตัวร้อน)
นอนพักผ่อน ดื่มน้ำ หรือน้ำเกลือแร่มากๆ ดื่มน้ำหวาน น้ำข้าวต้ม/โจ๊ก ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช้ดตัวเวลามีไข้สูง เวลาเช็ดตัวอย่าให้ถูกลม อาจทำให้หนาวสั่นได้ กินยาลดไข้พาราเซตามอลทุก 4 ถึง 6 ชม. (ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน) ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ถ้าเคยชัก ให้กินยากันชักร่วมด้วย

Image result for ไข้



6. ไข้หวัด ในผู้ใหญ่และเด็กโต
ในผู้ใหญ่และเด้กโต ปฏิบัติเช่นเดียวกับอาการไข้ (ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ห้ามกินแอสไพริน ควรกินพาราเซตามอลแทน) ถ้าคัดจมูกหรือมีน้ำมูกมาก กินคลอร์เฟนิรามีน ถ้าไอแห้ง ๆ หรือไอคันคอ จิบยาแก้ไอ ถ้าไอมีเสลดเหนียว หยุดจิบยาแก้ไอ ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ หากเจ็บหน้าอกรุนแรง หูอื้อ ควรไปหาหมอ

Image result for ไข้หวัด



7. ไข้หวัดในเด็กเล็ก
ในเด็กเล้ก ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับอาการไข้ ห้ามกินแอสไพริน ถ้ามีน้ำมูกใสๆ ควรใช้ลูกยางดูดออก หรื้อใช้ไม้พันสำลีเช็ดออก (ซึ่งจะมีมากใน 2 - 3 วันแรก) ถ้าไอให้จิบน้ำอุ่นหรือน้ำผึ้งผสมมะนาว หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้หวัดแก้ไอ เพราะจะมียาแก้แพ้คลอร์เฟนินามีนผสม ทำให้เสลดเหนียวขับออกยาก

Image result for ไข้หวัด

8. ข้อเคล็ด ข้อแพลง
ให้ข้อนั้นอยู่นิ่ง (ขยับเขยื้อนให้น้อยที่สุด) และยกสูงไว้ ในกรณีที่เกิดทันทีข้อยังไม่ทันบวม ให้ประคบด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ในระยะหลังเมื่อข้อบวมแล้ว ให้ประคบด้วยน้ำร้อน หรือนวดด้วยน้ำมันหรือสมุนไพร หรือครีมแก้ช้ำ

Image result for ข้อเคล็ด

9. ของเข้าจมูก
บีบรูจมูกข้างที่ไม่มีของอยู่ แล้วสั่งข้างที่มีของอยู่แรง ๆ ไม่ควรแตะ เพราะจะดันลึกเข้าไปอีก ถ้าไม่ออกควรไปหาหมอ
Image result for ของเข้าจมูก


10. ของเข้าหู
ตะแคงศีรษะ หันหูข้างนั้นลง ให้ของหล่นออกมา ถ้าไม่ออก ห้ามแคะ เพราะของจะยิ่งเข้าลึก ควรไปหาหมอ

Image result for ของเข้าหู


11. จมน้ำ
ช่วยให้ผู้จมน้ำขึ้นมาจากน้ำโดยมิชักช้า ถ้าผู้ป่วยยังรู้สติดีและหายใจได้ดี ให้ผู้ป่วยนอนราบกับพื้น เช็ดตัวให้แห้ง ให้ความอบอุ่น ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวดีแต่ไอและอาเจียนให้ผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อให้สิ่งอาเจียนและเสมหะไหลออกได้ง่าย ช่วยคนตกน้ำ (ที่หยุดหายใจ) ล้วงเอาของในปากออกรวมทั้งฟันปลอม (ถ้ามี) เป่าปากช่วยหายใจไปตลอดทางจนกว่าจะพาไปถึงหมอ

Image result for จมน้ำ



12. ชัก
จับนอนตะแคงให้ศีรษะต่ำ ห้ามกรอกยา (นอกจากจำเป็น) เพราะสำลักง่าย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปหาหมอด่วน

Image result for ชัก

13. ตกจากที่สูง
ควรไปหาหมอ โดยให้นอนหงายบนแผ่นกระดาน หรือเปล ห้ามพยุงเดินหรืออุ้ม ไม่ไห้ดื่มน้ำหรืออาหาร

Image result for ตกจากที่สูง


14. ชักจากไข้สูง
(มักเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ)
เช็ดตัวและซอกคอ แขน ขา ด้วยน้ำเย็นธรรมดา จนกว่าตัวจะเย็น จับนอนตะแคงให้ศีรษะต่ำ ห้ามกรอกยา (นอกจากจำเป็น) เพราะสำลักง่าย ถ้าเป็นการชักครั้งแรก ควรไปหาหมอภายในครึ่งชั่วโมง ถ้าเคยชักมาก่อนและเคยผ่านการรักษาจากหมอ ก็ให้ยาลดไข้และยากันชัก ตามคำแนะนำของหมอ

Image result for ชักจากไข้สูง

15. ตะคริว
นวดบริเวณกล้ามเนื้อที่ปวด อาจใช้ยาหม่อง หรือน้ำมัน หรือครีมนวดกล้ามเนื้อ ถ้าเป็นที่น่องให้เหยียดเข่าออก ถ้าเป็นตะคริว หลังจากเสียเหงื่อมาก ให้ดื่มน้ำเกลือแร่

Image result for ตะคริว


16. แผลทั่วไป
ก่อนจะทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง แต่งแผลที่สะอาดก่อนแผลที่สกปรก ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดรอบแผลจากในวนออกมาข้างนอกทางเดียว ไม่ให้เช็ดลงในแผล หรือวนกลับไปกลับมา ปิดแผลด้วยผ้ากอซหรือผ้าสะอาด หลังจากแต่งแผลแล้วต้องไม่ให้แผลถูกน้ำอีกเลย จนกว่าจะหาย มิฉะนั้นจะเป็นหนองง่ายหรือหายช้า

Image result for แผลทั่วไป


17. แผลถลอก
ล้างแผลด้วยน้ำสุกและสบู่ เอากรวดดินที่มีอยู่ในแผลออกให้หมด เช็ดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์ ทาแผลด้วยทิงเจอร์ ใส่แผลสดหรือน้ำยาโพวิโดนไอโอดีน ไม่ต้องปิดแผล

Image result for แผลถลอก


18. แผลลึก แผลถึงกระดูก หรือมีกระดูกโผล่
ห้ามเลือด ใช้ผ้าสะอาดคลุมปิดบาดแผล ห้ามจับกระดูกยัดกลับเข้าไป รีบพาไปหาหมอ

Image result for แผลลึก


19. แผลตะปูตำ
ล้างเอาเศษดินออกให้หมด ใช้น้ำยาไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ชะล้าง แล้วทำความสะอาดแผลอีกครั้ง ปิดแผล ห้ามถูกน้ำ ไปหาหมอเพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันบาดทะยักและใช้ยาปฏิชีวนะ

Image result for แผลตะปูตำ


20 แผลถูกน้ำร้อน หรือไฟลวก
ให้แช่บริเวณที่ถูกลวกในน้ำเย็น หรือน้ำใส่น้ำแข็ง) ที่สะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นโปะ หรือใช้ถุงพลาสติกสะอาดใส่น้ำแข็งวางตรงบริเวณที่ถูกลวก เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน และลดอาการอักเสบ

Image result for แผลน้ำร้อนลวก


21. แผลงูพิษกัด
ดูรอยแผล จะมีรอยเขี้ยว 1 หรือ 2 จุด (งูไม่มีพิษแผลจะเป็นรอยถลอก) ให้นอนนิ่ง พูดปลอบใจอย่าให้กลัวหรือตกใจ ถ้าจำเป็นให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด ห้ามดื่มเหล้า ยาดองเหล้า ยากล่อมประสาท รีบพาไปหาหมอ ถ้าเป็นไปได้ ควรนำงูไปด้วย ถ้าหยุดหายใจ ให้เป่าปากช่วยหายใจ

Image result for แผลงูพิษกัด


22. แผลแมลงกัดต่อย ผึ้ง แตน ต่อ ต่อย
ใช้หลอดดูดนม (หลอดกาแฟ) เล็กๆ แข็งๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่นที่ถอดไส้ปากกาออกแล้วครอบจุดที่ถูกกัด แล้วกดลงให้เหล็กในโผล่ แล้วดึงเอาเหล็กในออก ใช้หัวหอมผ่าครึ่ง เอาด้านที่ผ่าถูบนผิวหนังบริเวณที่ถูกแมลงกัดหรือต่อย ทำซ้ำได้ทุก 5 นาที ถ้าปวดกินยาแก้ปวดประคบด้วยน้ำแข็ง ถ้ามีอาการบวมหรือหายใจไม่ออก ควรไปหาหมอ

Image result for แมลงกัดต่อย


23. ผงเข้าตา
อย่าขยี้ตา รีบลืมตาในน้ำสะอาดและกลอกตาไปมา ถ้ายังไม่ออก ให้คนช่วยใช้มุมผ้าเช้ดหน้าเขี่ยผงออก ถ้าไม่ได้ ควรไปหาหมอ

Image result for ผงเข้าตา


24. หอบ
ให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนในท่าหัวสูง ตั้งแต่หัวไหล่ขึ้นไป โบกพัดให้ความเย็น นอกจากว่าผู้ป่วยไม่ต้องการ ถ้าไม่ใช่โรคหืด ให้รีบไปหาหมอ

Image result for หอบ


25. แมลงเข้าหู
ควรพาเข้าไปในที่มืด แล้วใช้ไฟฉายส่ง (แมลงอาจจะออกมาตามแสง) หรือเอาน้ำหยอดให้แมลงลอยขึ้นมา หรือใช้น้ำมัน หรือกลีเซอรีนโบแรกซ์ หยอดหูแมลงจะตายในหู แล้วเขี่ยหรือคีบออก ถ้าเคยมีประวัติหูน้ำหนวกข้างนั้น หรือทำตามดังกล่าวไม่ได้ผล ควรไปหาหมอ

Image result for แมลงเข้าหู


26. เลือดกำเดา
ให้นั่งนิ่ง หงายศีรษะไปด้านหลัง หรือนอนหนุนไหล่หนีบศีรษะให้สูง ใช้ผ้าสะอาดม้วนอุดรูจมูกข้างนั้น หรือใช้นิ้วมือบีบจมูกทั้ง 2 ข้างให้แน่น ให้หายใจทางปากแทนหรือกดจุด วางน้ำแข็งหรือผ้าเย็นบนสันจมูก หน้าผาก ใต้ขากรรไกร ถ้าเลือดไม่หยุด รีบพาไปโรงพยาบาล

Image result for เลือดกำเดา


27. หัวโน ห้อเลือด ฟกซ้ำ
มีเลือดออกใต้ผิวหนังโดยไม่มีบาดแผลในระยะแรกใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบแล้วใช้ดินสอพองผสมมะนาวพอก เกิน 24 ชม. แล้วประคบและคลึงด้วยผ้าชุบน้ำร้อน วันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ก้อนจะค่อยๆ ยุบลง

Image result for หัวโน


28. ท้องเดิน (ท้องร่วง ท้องเดิน)
ในผู้ใหญ่และเด็กโต งดอาหารรสจัดและย่อยยาก ให้กินอาหารเหลว แทนจนกว่าอาการจะดีขึ้น ดื่มน้ำเกลือ น้ำข้าวต้มใส่เกลือ (ใส่เกลือครึ่งช้อนช้าในน้ำข้าว 1 ขวด น้ำปลากลม) หรือน้ำอัดลมใส่เกลือบ่อย ๆ

Image result for ท้องเดิน


29. ท้องเดินในเด็กเล็ก
ถ้าดื่มนมแม่อยู่ให้ดื่มนมแม่ต่อไป (ถ้าดื่มนมผสมอยู่ให้ชงเจือจางเท่าตัว และดื่มนมต่อไป) และดื่มน้ำเกลือชาวบ้าน หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือเพิ่มเติม เมื่ออาการดีขึ้นให้กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย ไม่ต้องให้ยาที่ใช้แก้ท้องเดินชนิดใดทั้งสิ้น ถ้าถ่ายท้องรุนแรง อาเจียนรุนแรง ต้องไปหาหมอโดยเร็ว

Image result for ท้องเดิน

30. ท้องผูก
ในผู้ใหญ่และเด็กโต ดื่มน้ำและกินอาหารพวกผัก ผลไม้ ให้มาก ๆ งดชา กาแฟ และออกกำลังกายให้มากขึ้น ถ้าไม่หายให้กินยาถ่ายหรือยาระบาย หรือใช้สมุนไพร หรือกดจุด ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง ควรรีบไปหาหมอ ท้องผูกในเด็กเล็ก ให้ดื่มน้ำมาก ๆ ดื่มน้ำส้มคั้น น้ำมะขาม หรือเปลี่ยนนมผงที่กิน ถ้าไม่ได้ผล ใช้ยาสวน หรือใช้แท่งกลีเซอรียนเหน็บกัน

Image result for ท้องผูก


สาระความรู้ดังกล่าว 
มาจากข้อมูลที่เคยเผยแพร่ในหนังสือคู่มือชาวบ้าน โดย นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพและคณะ


ประคบร้อน ประคบเย็น

ประคบร้อน-ประคบเย็น 


สับสนหรือไม่ ? เลือกใช้อย่างไร ?


             เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรืออาการบาดเจ็บบริเวณต่าง ๆ หนึ่งในวิธีการปฐมพยาบาลที่นิยมนำมาใช้เป็นอย่างมากคือ การประคบร้อนและประคบเย็น ซึ่งอาจจะมีการใช้สับสนว่าจะใช้ในกรณีใด ความจริงแล้วการใช้ที่ถูกต้อง มีดังนี้

-การประคบเย็น เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่สำคัญและใช้ในกรณีเร่งด่วนมาก ต้องประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม เนื่องจากอาการอักเสบ เช่น จากการชน  กระแทก หยุดเลือดกำเดาไหล หรือลดอาการปวดฟัน  ให้สังเกตอาการบวมอักเสบคือ บริเวณที่ปวดจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน 




 วิธีการประคบเย็น ใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง และนำมากดเบา ๆ บริเวณที่เริ่มบวม ประมาณ 5-10 นาทีจนเริ่มยุบ  นอกจากนี้ยังสามารถใช้แผ่นเจลประคบเย็น หรือถุงสำหรับใส่ของเย็นใส่น้ำแช่เย็นไว้ หรือถุงชาใช้แล้วแช่ตู้เย็นไว้สำหรับการประคบเย็นแทนก็ได้เหมือนกัน

-การประคบร้อน เป็นการเยียวยาอาการปวด  ความร้อนจะทำให้ไปกระตุ้นเลือดหมุนเวียนที่ดีขึ้น ช่วยคลายกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นดีขึ้น ให้ทำเมื่อไม่มีอาการบวมอักเสบแล้ว หรือหลังประคบเย็นไปแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง 



วิธีการประคบร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรือต้มน้ำร้อนใส่ขวดแก้วทนไฟ แล้วห่อผ้าก่อนประคบบริเวณที่ปวด ประมาณครั้งละ 20 นาที ถุงน้ำร้อนที่ใช้ในการประคบร้อนไม่ควรร้อนเกิน 45 องศา หรือให้ความรู้สึกอุ่นจัด แต่ห้ามร้อนจนแสบผิว เพราะจะทำให้ผิวพุพองได้ สิ่งที่ควรระวังคือ บริเวณที่มีอาการชา จะรับความรู้สึกได้น้อย จึงควรหลีกเลี่ยง    และอย่าลืมว่าถ้ามีอาการบวมอักเสบห้ามประคบร้อน เพราะจะทำให้บวมมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณรูปจาก http://images.thaiza.com/

เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง มาทำความรู้จักน้ำมันปลา กับน้ำมันตับปลาแตกต่างกันอย่างไร

เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง 
มาทำความรู้จักน้ำมันปลา กับน้ำมันตับปลาแตกต่างกันอย่างไร


ในการดูแลสุขภาพ อาหารเสริมกลายมาเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม แต่คุณ ทราบหรือไม่ว่าน้ำมันปลา กับน้ำมันตับปลาแตกต่างกันอย่างไร
เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง หลายๆ คนจึงพยายามสรรหาสิ่งดีๆ ให้แก่ร่างกายในการดูแลสุขภาพ อาหารเสริมจึงกลายมาเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม แต่คุณจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารเสริมแบบไหนดี วิตามินแบบไหนเหมาะกับคุณ แล้ววิตามินแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร หรือแม้กระทั่งความเข้าใจผิดเรื่องน้ำมันปลา กับน้ำมันตับปลา 

เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้บริโภคสับสนมากกับน้ำมันปลา (Fish Oil) และน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก แต่บางคนยังเข้าใจว่า เหมือนกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากตับของปลาทะเล ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ คือ วิตามินเอ (Vitamin A) และวิตามินดี (Vitamin D) โดยนิยมใช้ในเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงานทั่วไป เพื่อ ช่วยเสริมสร้างกระดูก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวหนังและดวงตาจากการถูกทำลายจากมลพิษ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยการรับประทานน้ำมันตับปลาต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น เพราะหากรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ รูปปลาและสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับ ประทานน้ำมันตับปลา เนื่องจากมีปริมาณของวิตามินเอสูง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ได้ ในขณะที่ น้ำมันปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดจากเนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล เช่น ปลาแอนโชวี่ ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล และปลาทูน่า เป็นต้น เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega 3) ประกอบไปด้วยสารสำคัญ 2 ชนิด คือ อีพีเอและดีเอชเอ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง ระบบประสาท การทำงานของระบบหลอดเลือด หัวใจ และสายตา ดังนั้น การได้รับน้ำมันปลาหรือโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอนั้น จะส่งผลด้านลบต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ เช่น ความเสื่อมของสมอง ดวงตา มีภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดอุดตันจากไขมันในเลือดสูง เป็นต้น 

สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในน้ำมันปลา (Fish oil) นั้น มาจากสารสำคัญสองชนิด คือ

1. อีพีเอ (EPA) ทางการแพทย์พบว่ามีส่วนช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ลดระดับไขมันในเลือดโดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดภาวะ ความดันโลหิตสูง และลดอาการอักเสบต่างๆ ของร่างกาย จึงมีส่วนช่วยลดอาการข้อเสื่อม ปวดข้อหรือข้ออักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยลดอาการคันและการอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงินอีกด้วย

2. ดีเอชเอ (DHA) มีงานวิจัยชี้ว่าสามารถช่วยในด้านการพัฒนาสายตา บำรุงสมอง ระบบประสาท โดยเฉพาะในส่วนของความจำและการเรียนรู้ เพราะดีเอชเอจะเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำ
งานของปลายประสาท ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้สมองมีการพัฒนาอย่างเหมาะสมและเสริมสร้างการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของร่างกาย จึงมีการนำดีเอชเอไปเสริมในนมผงสำหรับทารก หรือนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังมีการให้ดีเอชเอในการรักษา โรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุด้วย

“ในขณะที่ เราสามารถได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลาได้จากการรับประทานปลาธรรมชาติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะปลาเล็ก..ปลาน้อย..หรือปลาตัวโต ถ้าเทียบปริมาณโอเมก้า 3 ที่เราควรได้รับในแต่ละวันก็ให้รับประทานปลาทูขนาดตัวกลางๆ เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ตัว โดยไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพงๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาสดๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้านก็ได้ อย่างเช่น ปลาทู ปลาตะเพียน ก็มีโอเมก้า 3 เช่นกัน ที่สำคัญแนะนำให้เลือกการปรุงอาหารแบบปลาต้มหรือปลานึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อคงคุณค่าของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่อยู่ในเนื้อปลา ซึ่งหากเราสามารถรับประทานปลาได้เป็นประจำก็ไม่ มีความจำเป็นที่ต้องไปเลือกหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ มารับประทาน แต่ในบางท่านที่มีข้อจำกัดในด้านต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอย่าง “น้ำมันปลา” (Fish oil) จึงเป็นอีกทางเลือกที่จะมาช่วยในการดูแล สุขภาพได้” เภสัชกรหญิงวิชชุลดา อธิบายเพิ่มเติม 

สำหรับการรับประทานน้ำมันปลาอย่างเหมาะสม เราควรคำนึงถึงสภาพร่างกายของเรา โดยหากเป็นบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพดี ทางสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association; AHA) ได้ แนะนำการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 เพื่อการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โดยควรรับประทานน้ำมันปลาที่มีปริมาณของโอเมก้า 3 อย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน (ปริมาณของ EPA+DHA) ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควร รับประทานน้ำมันปลาที่มีปริมาณของโอเมก้า 3 อย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ปริมาณของ EPA+DHA ) ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ควรรับประทานน้ำมันปลาที่มี ปริมาณของโอเมก้า 3 อย่างน้อย 2,000-4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ปริมาณของ EPA+DHA)

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีอาหารเสริมน้ำมันปลามากมายในท้องตลาด เราจึงควรให้ความใส่ใจในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลา (Fish Oil) ที่เป็นน้ำมันปลาจากธรรมชาติ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน โดยควร คำนึงถึงว่าต้องปลอดสารพิษ คือ เป็นน้ำมันปลาที่ผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกับการผลิตยา ซึ่งจะมีคุณภาพและความปลอดภัยมากกว่าน้ำมันปลาที่ผลิตภายใต้มาตรฐานอาหารทั่วไป ทำให้ได้น้ำมันปลาคุณภาพต่ำ มักพบสารปนเปื้อนจำพวกโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท เจือปน ซึ่งพบมากทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรเลือกน้ำมันปลาที่ผลิตภายใต้มาตรฐานที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด จะทำให้มั่นใจใน คุณภาพของน้ำมันปลาว่าได้ผ่านการคัดสรรและมีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิต จึงเป็นทางเลือกที่ให้ความมั่นใจและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง เพราะการรับประทานสารอาหารเหล่านี้ จะมีการรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/678187

นักโภชนาการเตือน “กินคลีน” เสี่ยงขาดสารอาหาร



กระแสการรักษาสุขภาพในสังคมปัจจุบันด้วยการกินอาหารคลีน หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย นอกจากทำให้น้ำหนักลด ยังเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมอาหาร ทั้งโรคเบาหวาน โรคไต และผู้ที่มีคอลเลสเตอรอลสูง พาไปรู้จักวิธีการกินอาหารคลีนที่ได้สารอาหารตามหลักโภชนาการ 

ข้าวไรซ์เบอรี พืชผัก และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เป็นวัตถุดิบที่ น.ส.อศิตา ชลายนนาวิน เลือกซื้อจากตลาดใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงรสด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้วัตถุดิบทั้งหมดคงคุณค่าทางโภชนาการ

น.ส.อศิตาระบุว่า เพราะต้องการดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักของตัวเอง แต่กลับนำมาซึ่งรายได้เสริมในการรับทำอาหารคลีนสำหรับกลุ่มเพื่อน และลูกค้าที่ไม่มีเวลาประกอบอาหารเอง ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ทำให้กระแสอาหารคลีนเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารเพื่อสุขภาพ



ขณะที่ ผู้บริโภคบางรายอาจเลือกซื้อซีเรียลหรือธัญพืชอบแห้ง นำมาใส่นมและผลไม้กินแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ

น.ส.ผกาวลี ประกายสิทธิ์ นักกำหนดอาหารแผนกโภชนบำบัด โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า หากกิน
อาหารคลีนแทนอาหารหลักเป็นประจำทุกมื้อ มีความเสี่ยงเป็นภาวะทุพโภชนาการได้โดยในเฉพาะเด็กและวัยรุ่น ที่อาจทำให้ร่างกายเติบโตไม่สมส่วน เติบโตช้า รวมถึงระดับสติปัญญาทั้งไอคิวและอีคิวอาจต่ำกว่าเกณฑ์


อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี 2558 ตั้งเกณฑ์เป้าหมายเด็กไทย ร้อยละ70 อายุตั้งแต่ 6 ปีถึง 14 ปี ในด้านความสูง และรูปร่างสมส่วน ซึ่งปีที่ผ่านๆมา จากการสำรวจพบว่า มีเกณฑ์พัฒนาการดีขึ้น ส่วนในวัยทำงานและวัยผู้ใหญ่ หากมีการจำกัดพลังงานโดยกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวัน จะส่งผลให้สมรรถภาพในการทำงานลดน้อยลง เช่นคิดอะไรไม่ออก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และในอนาคตมีความเสี่ยงกับภาวะสุขภาพอื่นๆ






กดถูกใจหน้าเพจ ThaiPBSNews

https://www.facebook.com/ThaiPBSNews?ref=hl

สัญญาณเตือน โรคความดันโลหิตสูง

สัญญาณเตือน   
โรคความดันโลหิตสูง


สัญญาเตือนผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง **

1. เกิดอาการมืนงงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

2. ชีพจรข้างใดข้างหนึ่งเบากว่าอีกข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด (อาจต้องอาศัยการประเมินจากเจ้าหน้าที่)

3. ใบหน้า และมือบวมหรือมีสีหน้าซีดเซียว

4. ปวดศีรษะ และวิงเวียนบ่อยๆ ระหว่างวัน หรือมีอาการปวดมึนท้ายทอย ซึ่งมักเกิดจากหลังตื่นนอนใหม่ๆ

5. ร่างกายอ่อนเพลียแม้ว่าจะได้พักผ่อนแล้ว

6. นอนไม่หลับหรือเพลีย เหมือนพักผ่อนไม่พอ

7. มีอาการผิดปกติที่ตา เช่น ตามัว หรือมองไม่เห็นชั่วคราว

8. หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ



วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

1. ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผงชูรส เกลือ น้ำปลา ปลาร้า ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม

2. การลดปริมาณเกลือในอาหาร


3. การลดน้ำหนัก


4. การงด/หรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์


5. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ



6. นั่งสมาธิเป็นประจำ




7. รับการตรวจวัดความดันโลหิต


8. ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท




** สัญญาณเตืนดังกล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นจะต้องมีสัญญาณครบทุกข้อเมื่อมีสิ่งผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์



ด้วยความปรารถนาดีจาก กลุ่มงานเวชกรรมสังคม
โรงพยาบาลลำปาง